ล็อกอิน

สมาชิกใหม่

  • Jumbo
  • stewith
  • priest0000
  • อดิเรก
  • limp_kampol

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี ผู้ใช้ 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 2 คน กำลังออนไลน์

จำนวนผู้เยี่ยมชมทั้งหมด

เยี่ยมชมมาแล้ว คน

Syndicate

Syndicate content

กลุ่มผู้เลี้ยงหมูหลุม ต.ดอนแร่

รูปภาพของ -Admin-
  •  
  • กลุ่มผู้เลี้ยงหมูหลุมตอนนี้มี 15 ครัวเรือน มีการบริหารกลุ่มดังนี้
     ผสมอาหารข้นทุกเย็นวันจันทร์
    - ราคาอาหารคือราคาวัตถุดิบ+ค่าการผลิต+ค่าแรง+ลูกละ 5 บาท (30 กก.)
    - จ่ายค่าอาหารเมื่อสัปดาห์ก่อน เบิกอารใหม่ไปใช้
    - ค่าอาหารไม่พอลงบัญชีจนกว่าจะขายหมูได้
    ประชุมทุกคืนวันจันทร์
    - สรุปผลการขายหมูและค่าหมูแก่สมาชิก
    - ขายหมูเนื้อเข้ากลุ่มตัวละ 10 บาท ลูกหมูตัวละ 5 บาท
    - เงินกำไรจากการขายหมูเข้ากองกลาง (ซื้อหมู กก. 55บาทตลอดทั้งปี)
    - ปัญหาเรื่องการเลี้ยงหมูของแต่ละครอบครัว
    ทุกเย็นวันเสาร์
    - ช่วยกันจับหมูส่งโรงฆ่า
    ทุกเช้าวันอาทิตย์ ร่วมกันขายหมูที่เขียงหมู โดยมีส่วนแบ่งร้อยละ 2% ต่อยอดขายของแต่ละสมาชิก
    - ค่าเฉือดหมูตัวละ 300
    - ค่าแยกชิ้นส่วนตัวละ 100
    - ค่ารถส่ง-รับหมูตัวละ 50
    รวม 450 บาท
    ทุกวันจันทร์ที่ 2 ของเดือน
    - ส่งเงินออม (หุ้นละ 10 บาท)
    - กู้เงินออม
    - ประชุมประจำเดือน
    นอกจากนั้นจะมีการจัดการหาพันธุ์หมู ตลาดหมูเนื้อ ตลาดลูกหมู รวมถึงการขายปุ๋ยหมูหลุมอีกด้วย
  • หมูหลุมคืออะไร
  • รู้ได้อย่างไรว่าเป็นหมูหลุม
  • พันธุ์สุกร
  • ข้อดีของการเลี้ยงหมูหลุม
  • ความสำเร็จของการเลี้ยงสุกร
  • โปรแกรม การกินอาหารหมูหลุมขุน
  • การให้อาหารและน้ำ
  • การเตรียมคอก
  • การป้องกันโรค

อื่นๆ

บทความเกี่ยวกับหมูหลุม

การเลี้ยงหมูหลุม
ที่มาของหมูหลุม
   “หมูหลุม” เป็นภาษาชาวบ้านที่เลี้ยงหมูแบบขุดหลุมลึก  โดยใช้วัสดุรองพื้น  ดั้งเดิมมาจากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น  มีแนวคิดตามหลักการของ “เกษตรกรรมธรรมชาติ” ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของเกษตรกรรมยั่งยืน  เป็นการเกษตรที่ไม่เพียงแต่คำนึงถึงผลผลิตจาการเกษตรเท่านั้น  แต่มีปรัชญาและแนวคิดอยู่เบื้องหลัง  เป็นการพัฒนารูปแบบการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ความเป็นองค์รวมของระบบนิเวศน์เกษตรในฟาร์ม  วงจรชีวภาพห่วงโซ่อาหาร  ดิน  พืช  สัตว์  จุลินทรีย์  พลังธรรมชาติหมุนเวียนจากพลังงานแสงแดด  น้ำและดิน  นำมาปลูกพืช  เลี้ยงสัตว์กินพืช  นำปุ๋ยมูลสัตว์มาเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน  รวมถึงด้านเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น  และการพึ่งพาตนเองในด้านการผลิตและการบริโภคขนาดเล็กและขนาดกลางที่เหมาะสม กับทรัพยากร  ภูมิปัญญาในท้องถิ่น  และวัฒนธรรมที่มีในชุมชน  โดยมีเป้าหมายเชิงนโยบายที่การพัฒนาชนบท  การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน  การอยู่ดีกินดีของคนชนบท  และสุขภาพของประชากร นำไปสูการแก้ไขปัญหาความยากจนในที่สุด

ทฤษฎีเกษตรธรรมชาติ
   การ เลี้ยงหมูหลุม  เป็นการผลิตเนื้อหมูสำหรับคนบริโภคในท้องถิ่น  เน้นเทคนิคด้วยการจัดการคอกไม้ไม่ให้มีน้ำเสียจากฟาร์ม  มูลสัตว์สามารถกำจัดในคอก  โดยการทำงานของจุลินทรีย์ท้องถิ่น  ของเสียเหล่านั้นถูกนำกลับเป็นปัจจัยการผลิตในการปลูกพืช  ทั้งที่เป็นพืชที่ปลูกเป็นรายได้และพืชที่เป็นอาหารสัตว์ เช่น ข้าว ผัก ผลไม้  เป็นการหมุนเวียนใช้พลังงานธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีที่พึ่งพาตนเองในชุมชน
   จุลินทรีย์ เป็นเครื่องมือสำคัญในการเลี้ยงหมูหลุมและเกษตรอินทรีย์  จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น  ปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพและ นาโนเทคโนโลยีทำให้ทราบบทบาทของจุลินทรีย์ และการนำไปใช้ประโยชน์ในการเกษตรสมัยใหม่  เพื่อผลิตอาหารสำหรับมนุษย์ที่ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์  และการนำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรสมัยใหม่  เพื่อผลิตอาหารสำหรับมนุษย์ที่ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ซึ่งมีผลเสียต่อ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม จุลินทรีย์มี 3 ประเภท คือ 1) จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ Beneficical microorganism  2) จุลินทรีย์ก่อโรค Pathongenism และ 3) จุลินทรีย์ที่เป็นการ  ซึ่งมีหลากหลายชนิดมากและกระบวนการทำงานของจุลินทีย์มีสิ่งที่มนุษย์ยังไม่ สามารถเรียนรู้ได้หมด
   การเลี้ยงหมูหลุม  ใช้ความรู้ในการจัดการคอก และการให้อาหารแก่หมูด้วยบาทบาทของจุลินทรีย์ 2 ประการ คือ
               1.บทบาท การย่อยสลาย  สารประกอบอินทรีย์  ที่มีโครงสร้างซับซ้อนที่พืชและสัตว์ไม่สามารถย่อยสลายใช้ประโยชน์ได้ เช่น ซากพืช  ซากสัตว์ ของเสีย  สิ่งขับถ่าย  แต่จะมีจุลินทรีย์บางชนิดที่มีในธรรมชาติสามารถย่อยให้เป็นองค์ประกอบที่ไม่ ซับซ้อน  ทำให้พืชและสัตว์ใช้ประโยชน์ได้  และแร่ธาตุบางชนิดที่เป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเช่น อาร์เซนิค  แคดเมี่ยม  จะถูกย่อยสลายไม่เป็นพิษสะสมในพืชเป็นต้น
               2.บทบาท การสังเคราะห์สารประกอบอินทรีย์  เช่น สารคล้ายปฏิชีวนะ เอนไซม์  กรดแลคติคซึ่งเป็น ผลผลิตจากการหมักชีวภาพ เช่น การใช้ Probiotics ผสมน้ำหรือผสมอาหารสัตว์  ทดแทนการใช้สารปฏิชีวนะเร่งการเจริญเติบโตในการเลี้ยงสัตว์  ซึ่งต่างประเทศกำลังนิยมใช้เป็นปัจจัยการผลิตที่เป็นธรรมชาติ  ประเทศไทยได้มีการนำเข้ามาใช้มากกว่า 60 ราย แต่ Probiotics ที่เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในประเทศไทย  คือ น้ำหมักชีวภาพที่มีสูตรหลากหลาย  และนักวิชาการส่วนมากยังไม่ยอมรับนั่นเอง
การใช้เทคนิคจุลินทรีย์ในการเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย
            ขณะ นี้มีเกษตรกรผลิตน้ำหมักชีวภาพใช้ด้วยตัวเอง  มีกระบวนการผลิตหลายรูปแบบ  และใช้พืชต้นที่แตกต่างกัน  ส่วนมากนำไปใช้ในการเกษตร  ปศุสัตว์  ประมง  และรักษาสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เช่น ฟาร์มสุกรแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ได้ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้  ใช้ผสมน้ำให้สุกรกิน  ทำให้สุกรมีสุขภาพแข็งแรง  ลดอาการท้องเสีย ลดกลิ่นเหม็น  แมลงวันและน้ำเสียจากการเลี้ยงสุกร  ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อยารักษาโรค  และสามารถเลี้ยงในชุมชนได้  นอกจากนี้มีฟาร์มไก่ไข่ในจังหวัดสระบุรี  ใช้น้ำหมักชีวภาพ และสมุนไพรเลี้ยงไก่ไข่ทำให้เลิกใช้ปฏิชีวนะผสมในอาหารไก่ไข่โดยการจัดการ ฟาร์มที่ได้มาตรฐานร่วมด้วย  นอกจากนี้มีหัวเชื้อชีวภาพที่เรียกว่า EM (effective microorganism) ผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิคิวเซ  พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน และเทคนิคจุลินทรีย์ท้องถิ่น Indigenous Microorganism)หรือ IMOs ใช้ในการเกษตร  ปศุสัตว์  และประมง  แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมี  และชีวภาพมีน้อยมาก  ผลของการใช้มีความผันแปรหลากหลาย  ไม่มีข้อบ่งใช้ที่จะยืนยันคุณภาพและประสิทธิผล      ส่วนมากเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาที่ได้พัฒนาด้วยตนเองมาตลอด
                 สำหรับข้อมูล ทางวิทยาศาสตร์ของน้ำหมักชีวภาพนั้น  กรมวิชาการเกษตร (2547) ได้เก็บน้ำหมักชีวภาพทั่วประเทศ 200  ตัวอย่างมาวิเคราะห์  พบว่าแบคทีเรียที่พบในน้ำหมักชีวภาพที่หมักมานานกว่า 1 ปี ส่วนมากเป็นแบคทีเลียแกรมบวก  ได้แก่ กลุ่มBacillus , Lactobacillus  พบปริมาณน้อยได้แก่ Pediococcus, Steptococcus และ Lueconostic  และเชื้อราที่พบเป็นพวกยีสต์Saccharomyces cerevisiae  ซึ่งสอดคล้องกับProbiotics  ที่มีการผลิตเป็นการค้าในต่างประเทศที่กล่าวมาแล้ว 

               นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์วิจัย  พบว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อนำซากพืชซากสัตว์ที่เป็นวัสถุอินทรีย์ไปหมัก กับการน้ำตาล  ทำให้สารอินทรีย์ไหลออกมาจากเซลโดยกระบวนการพลาสโมไลซีส  จุลินทรีย์ที่ติดมากับวัสดุหมักจะเจริญเติบโตโดยใช้กากน้ำตาล  และสารประกอบอินทรีย์เป็นแหล่งอาหารและย่อยสลายสารอินทรีย์ให้มีโมเลกุลเล็ก ลง  สารอินทรีย์และจุลินทรีย์ที่ได้จึงมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัสถุดิบหลัก ที่ใช้  สภาพแวดล้อมในการหมัก
               น้ำหมักชีวภาพ  เป็นเทคโนโลยีชีวภาพท้องถิ่นที่ชาวบ้านสามารถทำขึ้นเองได้  โดยการนำ พืช ผัก ผลไม้ ซากสัตว์ไปหมักกับจุลินทรีย์ที่มีในบรรยากาศ  และกากน้ำตาลเป็นอาหารของจุลลินทรีย์ หรือการใช้หัวเชื้อที่คัดเลือกแล้ว เช่น EM  หรือพด.ผ่านกระบวนการหมักบ่มในอุณหภูมิที่เหมาะสม ในระยะเวลาหนึ่ง  คุณภาพของน้ำหมักชีวภาพมีหลากหลายมาก
               จากข้อมูลทาง วิชาการและข้อมูลการใช้ในฟาร์มเกษตรกรดังได้กล่าวมาแล้ว  สามารถสรุปได้ในเบื้องต้น กล่าวคือ การใช้สารสกัดจากสมุนไพร  และสารสกัดจากพืชโดยกระบวนการหมักบ่มด้วยจุลินทรีย์ที่มีลักษณะจำเพาะ ด้วยระยะเวลาและวิธีการหมักบ่มที่เหมาะสม  จะได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์กับสัตว์ซึ่งเป็นกลไกซับซ้อนส่งเสริมซึ่งกัน และกัน  ดังนี้ คือ
         1.เอนไซม์  ช่วยย่อยอาหารโปรตีน  คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เยื่อใยต่างๆ กระตุ้นกระบวนการใช้ประโยชน์อาหาร  ทำให้สัตว์ใช้ประโยชน์อาหารที่เข้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และลดกลิ่นในมูลสัตว์
         2.สารคล้ายปฏิชีวนะ ที่ผลิตได้จากจุลินทรีย์ เช่น Pediocin จาก Pediococus sp  และ lactic acid  และ Hydrogen peroxide จากกลุ่มผลิตกรดแลคติคซึ่งสามารถทำลายเชื้อก่อโรคได้หลายชนิด  ได้แก่ Vibrio,E coli, Salmonella, Camphylobactor, Pyridoxine, Staphylococcus และ Clostridium
         3.สารทำลายสารพิษของเชื้อก่อโรค (Toxin  Killer)ซึ่งผลิตได้จากแบคทีเรียหรือยีสต์บางชนิด
         4.ไวตามิน บีรวม Thiamine , RiboFlavin , Pyridoxine  ,niacin ,biotin , cholin , B12, panstothenic
          5.แร่ธาตุ  บางชนิด
   ดัง นั้นการใช้สารสกัดชีวภาพ  และสารสกัดสมุนไพรจึงมีผลทำสุขภาพสัตว์แข็งแรง  เจริญเติบโตเร็ว  ลดการเกิดโรค  ได้ผลผลิต เนื้อ  นม ไข่ ที่ปลอดภัยจากเชื้อก่อโรคในคน  ซึ่งเป็นเชื้อที่ถูกกำหนดในการตรวจคุณภาพเนื้อตามกระบวนการอาหารปลอดภัย
       ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำให้เกิดกระบวนการทำงานที่มีประโยชน์ต่อสัตว์  ดังนี้
         1)สารสกัด สมุนไพร และจากพืช  มีผลส่งเสริมการทำงานของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในทางเดินอาหาร  ทำลายจุลินทรีย์ก่อโรค  และช่วยในการย่อยอาหารและดูดซึมอาหารได้ดี  เช่นเอนไซม์  ไวตามินต่างๆ
         2)จุลินทรีย์ที่ทนต่อความเป็นกรดสูงได้แก่  กลุ่มที่ผลิตกรดแลคติค  ทำให้เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในทางเดินอาหาร (ลำไส้) ลดจุลินทรีย์ก่อโรคในลำไส้
        3)ในระหว่างกระบวนการหมักจุลินทรีย์กลุ่ม สร้างกรดแลคติค  จะผลิตโปรตีนสายสั้นที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย  หรือผนังเซลล์ของยีสต์จะผลิต เบต้า-คูแกนที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน
         4)ปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในทางเดินอาหาร  ส่งเสริมสุขภาพของทางเดินอาหาร  ทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          อย่าง ไรก็ตามการศึกษาการใช้สารธรรมชาติทั้งสมุนไพร  สารสกัดจากพืช  และสารสกัดชีวภาพในการเลี้ยงสัตว์ที่มีผลต่อการเจริญเติบโต  การกระตุ้นภูมิคุ้มกัน  หรือการฆ่าและทำลายเชื้อยังให้ผลที่ไม่คงที่  ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ  ขึ้นอยู่กับสภาพการจัดการฟาร์ม  ความสะอาดคอก โรงเรือนการถ่ายเทอากาศ  การสัมผัสเชื้อโรค  ฉะนั้นจึงทำให้ผลการศึกษาที่ได้มีความผันแปรมาก  จำเป็นต้องใช้กระบวนการวิจัยสหสาขาวิชาการที่บูรณาการอย่างเป็นระบบ  เพื่อต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น  นำมาเป็นวัตกรรมในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติทดแทนการใช้สารเคมี สังเคราะห์ในการเลี้ยงสัตว์
   
   
เทคนิคการเลี้ยงหมูหลุม
          เทคนิคการเลี้ยงสุกรโดยวิธีธรรมชาติ  ประเทศเกาหลี
(อ้างโดย ดร.อานัติ  ตันโช 2547 จากหนังสือ เกษตรกรรมธรรมชาติ)
สถาบัน เกษตรกรรมธรรมชาติประเทศเกาหลี  ได้แนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงแม่สุกรครั้งละ 30 แม่ เพื่อผลิตลูก 600 ตัว/ปี การจัดการฟาร์มแบบธรรมชาติทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 40 % แม่บ้าน 1 คน สามารถเลี้ยงลูกสุกรได้ 30 ตัว โดยใช้อาหารที่ทำเอง60-70 % เป็นการผสมผสานการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มเดียวกัน  ใช้สิ่งเหลือใช้จากการเกษตรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด  คอกสุกรจากระบบนี้  ไม่ต้องทำความสะอาดและล้างออกไป  เป็นระบบการจัดการหมุนเวียนที่เกิดขึ้นในฟาร์มอย่างสมบูรณ์  มูลสุกรจะถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นอาหารชั้นดีของสุกร  และปุ๋ยชั้นเยี่ยมจากกระบวนการหมักของจุลินทรีย์
            การเลี้ยงสุกรในคอกที่ ไม่แออัด  ปล่อยแบบธรรมชาติสัมผัสดิน  แสงแดด  อากาศบริสุทธิ์มีหญ้าสด  พืชผักเป็นอาหารธรรมชาติที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุธรรมชาติ  ทำให้ลำไส้สุกรมีสุขภาพที่ดี  ย่อยและดูดซึมอาหารได้ดี  สุกรแข็งแรง  มีภูมิคุ้มกันโรคโดยวิธีธรรมชาติ  ทำให้ไม่ต้องใช้ยาเคมีในการป้องกันรักษาโรคเหมือนการเลี้ยงสุกรในฟาร์มการ ค้าทั่ว ๆไป ซึ่งตรงตามแนวคิดการส่งเสริมสุขภาพสัตว์ล่วงหน้าดีกว่าการรักษา  นอกจากนี้คุณภาพเนื้อสุกรจะมีสีชมพู  มีปริมาณไขมันในสัดส่วนที่พอเหมาะ  ชุ่มน้ำและมีกลิ่นหอมเป็นที่นิยมของผู้บริโภค
            ทคนิคการเลี้ยงหมูหลุม  กรณีศึกษาเกษตรกรจังหวัดอุดรธานี
(อ้างอิงจากปศุสัตว์อำเภอสร้างคอม  สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี)
          โดย มีข้อมูลพื้นฐานจากกลุ่มเลี้ยงหมูหลุมของผู้ใหญ่สุวรรณ  ศรีสุพัฒน์  บ้านศรีชมชื่น  หมู่ 6 ตำบลหินโงม  อำเภอสร้างคอม  จังหวัดอุดรธานี  ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแปลงสาธิตเกษตรกรรมธรรมชาติ  สนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย  โดยการเรียนรู้จากจังหวัดเชียงราย  จากการดำเนินงานในรูปกลุ่มเกษตรกรในการเลี้ยงหมูหลุมพบว่า  สามารถสร้างงาน  สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในชนบทได้เป็นอย่างดี  และเป็นการใช้ทรัพยากรอาหารสัตว์ในท้องถิ่น  ลดการใช้อาหารสำเร็จรูปจากท้องตลาดได้เป็นอย่างดี  ทำให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองในการผลิต  และบริโภคผลผลิตจากชุมชน
     ขั้นตอนและวิธีการเลี้ยง
      1.การ สร้างโรงเรือน  เลือกพื้นที่น้ำไม่ท่วมขัง  อากาศถ่ายเทสะดวก  ปลูกสร้างด้วยวัสดุในท้องถิ่น  โครงไม้ไผ่  หลังคาหญ้าคา  ขนาด กว้างXยาวXสูง =4X5X1.8 เมตร  เลี้ยงคอกละ 20 ตัว  หลังคาควรมีแสงรอดผ่าน  หรือมีพื้นที่รองรับแสงแดดได้ 1 /3 ของพื้นที่คอกตลอดทั้งวัน  จะทำให้มีการฆ่าเชื้อด้วยแสงอาทิตย์ทุกวัน
      2.การเตรียมพื้นคอก
      2.1 ขุดหลุมลึก 90 ซม. ความกว้างยาวขึ้นอยู่กับจำนวนหมูที่เลี้ยง โดยมีพื้นที่ต่อตัว 1-1.5 เมตรต่อตัว
      2.2 ก่ออิฐให้รอบทั้ง 4 ด้าน และให้สูงกว่าปากหลุมประมาณ 30 ซม. ไม่ต้องเทพื้น
      2.3 วัสดุเตรียมพื้นคอก โดยจัดทำเป็น 3 ชั้น ๆ ละ30 ซม. โดยใช้วัตถุดาดังนี้
       -แกลบดิบ 4,300  กิโลกรัม
       -มูลโคหรือกระบือ 320 กิโลกรัม
       -รำอ่อน 185 กิโลกรัม
       -น้ำหมักจุลินทรีย์จากพืชสีเขียว 1 ลิตรซึ่งจะได้แบคทีเรียกลุ่มแลคติค
    วิธีทำพื้นคอก
     1.ใส่แกลบสูง 30 ซม.
     2.ใส่มูลโค-กระบือ 8 ถุงปุ๋ย และรำข้าว 8 ถุงปุ๋ย ให้ทั่ว
     3.ผสมน้ำจุลินทรีย์ ขนาด 2 ช้อนโต๊ะละลายน้ำ 10 ลิตรรดให้ทั่วพอชุ่ม
 ชั้น ต่อไปทำเหมือนเดิมจนครบ 3 ชั้น ทิ้งไว้ 7 วัน ปล่อยปล่อยให้เกิดการหมักของจุลินทรีย์  จึงนำลูกหมูหย่านมมาเลี้ยง  เมื่อเลี้ยงได้ระยะหนึ่งให้เติมวัสดุรองพื้นคอกด้วย  และคอยเติมให้เต็มเสมอ
     3.พันธุ์สุกร
ควร ใช้สุกร 3สายเลือดจากฟาร์มที่ไว้ใจได้  และคัดสายพันธุ์มาสำหรับการเลี้ยงแบบปล่อยได้ดี  หย่านมแล้ว อายุประมาณ 1 เดือน น้ำหนักประมาณ 12-20 กิโลกรัม
    4.อาหารและวิธีการเลี้ยง
    4.1ใน ระยะเดือนแรก ให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ด  สำหรับสุกรหย่านมมีโปรตีนไม่ต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับรำโรงสีชาวบ้าน ในอัตรา 1: 3 ให้กิน 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น  เป็นเวลา 15 วันแรก  หลังจากนั้นลดอาหารสำเร็จลงจนครบ 1 เดือนไม่ต้องให้อาหารสำเร็จรูปอีกต่อไป  โดยในตอนกลางวันให้กินอาหารเสริมประเภทพืช ผัก  และถ้ามีกากน้ำตาลให้หั่นพืชผักหมักกับกากน้ำตาลทิ้งไว้ 1 วัน แล้วให้กินจะเป็นการดียิ่ง
    4.2ในระยะเดือนที่ 2 จนถึงจำหน่าย  งดให้อาหารสำเร็จรูป  เกษตรกรนำกากปลาร้าต้มกับรำข้าว หรือใช้รำปลายข้าว ในอัตรา 1: 1 และเศษพืชผักเป็นอาหารเสริม  โดยมีระยะเวลาเลี้ยง 3 ถึง 3เดือนครึ่ง  ได้น้ำหนักประมาณ 80-100  กก.
 
    คำแนะนำการให้อาหาร
น้ำหนักหมู       ชนิดอาหาร       ปริมาณ กก./ตัว/วัน      อาหารเสริม
12-20 กก.      อาหารสำเร็จรูป   1.0-1.5             หญ้าสดหรือเศษผัก
20-35 กก.      รำ + ปลายข้าว   1.7-2.0             หญ้าสดหรือเศษผัก
35-60 กก.      รำ + ปลายข้าว   2.5-3.0             หญ้าสดหรือเศษผัก
60-100 กก.    รำ + ปลายข้าว   3.5-4.0             หญ้าสดหรือเศษผัก
       5.การ ดูแลอื่น ๆ  การคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ด้วยการเลี้ยงปล่อยให้หมูได้มีโอกาสสัมผัสดิน  สุกรได้แสดงออกตามพฤติกรรม  ป้องกันแสงแดดมากเกินไป  ลมโกรกพอดี  สุมไฟไล่ยุงในฤดูฝน
      6.ต้นทุนการผลิต (เดือนพฤษภาคม 2548)
      6.1 ค่าโรงเรือน รวมอุปกรณ์ การให้น้ำและอาหาร       เป็นเงิน   3,000  บาท
     6.2 ค่าก่อกำแพงอิฐบล็อกภายในหลุมทั้ง 4 ด้าน                      เป็นเงิน   1,050  บาท
      6.3 ค่าพันธุ์หมู 20 ตัว ๆ ละ 1,2000  บาท         เป็นเงิน 24,000  บาท
      6.4 ค่าจัดทำวัสดุรองพื้น            เป็นเงิน   2,080  บาท
ได้แก่ แกลบ 1 คันรถ เป็นเงิน 300  บาท มูลวัว 24 กระสอบ ๆ ละ 10 บาท  เป็นเงิน 240  บาท  รำข้าว 576 กก. ๆ ละ 2.5 บาท  เป็นเงิน 1,440  บาท
สารจุลินทรีย์ 100  บาท
     6.5 ค่าอาหารหมู
- อาหารสำเร็จรูป 150 กก. ๆ ละ 10 บาท       เป็นเงิน  1,500  บาท
- รำข้าว 1,750 กก. ๆ ละ 2.50 บาท              เป็นเงิน  4,375  บาท
- กากปลาร้า                                              เป็นเงิน     100  บาท
- ปลายข้าว 120 กก. ๆ ละ 5.00 บาท            เป็นเงิน     600  บาท
6.6 ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและหล่อลื่นในการจัดอาหารเสริม    เป็นเงิน  2,000  บาท
6.7 ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า            เป็นเงิน     400  บาท
      (ไม่ได้คิดค่าแรงงาน)      รวมต้นทุน  39,105 บาท
7.รายรับ
7.1  จำหน่ายสุกร 20 ตัว ๆละ 3,000  บาท      เป็นเงิน 60,000  บาท
7.2 ปุ๋ยชีวภาพที่ได้ 10 ตัน  ๆ ละ 2,000  บาท      เป็นเงิน 20,000  บาท
               รายรับ  80,000 บาท   
 

ผลลัพธ์จากการเลี้ยงหมูหลุม
        การ เลี้ยงหมูหลุม เป็นการผลิตที่เหมาะสมกับทรัพยากร และการบริโภคในท้องถิ่น  ทำให้เศรษฐกิจฐานล่างมีความเข้มแข็ง  สนับสนุนนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่
       1.ด้านเศรษฐกิจ  ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม  พึ่งพาการผลิตการบริโภคในท้องถิ่น เกิดความมั่นคงทางอาหารแก่ชุมชน
       2.ด้าน สังคม  การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน  ทำให้ครอบครัวมีงานทำหมุนเวียนตลอดก่อเกิดรายได้  ครอบครัวอบอุ่น  ชุมชนมีความสามัคคีกันมากขึ้น
       3.ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นการผลิตผสมผสานปลูกพืชเลี้ยงสัตว์  ใช้ทรัพยากรผืนดินให้เกิดประโยชน์ต่อการผลิต  ใช้วงจรชีวภาพหมุนเวียนให้เกิดการผลิตหลายรอบ  ไม่เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
      4.ด้าน สุขภาพ  การเลี้ยงหมูที่ไม่เครียดทำให้มีสุขภาพดี  และการเลี้ยงด้วยหญ้าจะทำให้เนื้อสัตว์มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด โอไมก้า 3 ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง  และไขมันอุดตันในหลอดเลือดสูง  และผลผลิตปลอดภัยปราศจากสารสังเคราะห์  มีผลทำให้สุขภาพของผู้โดยตรง ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเช่นเดียวกับอาหาร อินทรีย์

   ขอให้โชคดีทุกท่านน๊ะครับ!!